งานภาคสนาม
นักมานุษยวิทยาตะวันตก
จากหอคอยงาช้าง สู่ งานภาคสนาม
ฟรานซ์ โบแอส (Franz Boas, 1858-1942) ได้รับการขนานนามว่า "บิดาของมานุษยวิทยาอเมริกัน" (Father of American Anthropology) ถือเป็นนักชาติพันธุ์วรรรณนา (Ethnographer) ผู้ทำงานบุกเบิกการศึกษาอินเดียนแดงกลุ่ม Kwakiutl รวมทั้งได้ทำวิจัยภาคสนามทางมานุษยวิทยา (Anthropological Fieldwork) อย่างลึกซึ้ง โดยเข้าไปอาศัยอยู่ร่วมกับชาวเอสกิโมระหว่างปี ค.ศ. 1883-1884 นอกจากนี้ยังศึกษาชนเผ่าอื่นๆ ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือในเขตบริติชโคลัมเบีย (British Columbia) ตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1880 กระทั่งถึงแก่กรรม โบแอสให้ความสนใจกับปัจจัยทางจิตวิทยาและประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อความเหมือนหรือความแตกต่างกันในแบบแผนวัฒนธรรมของสังคมเฉพาะแห่ง โบแอสจึงได้รับการยอมรับในฐานะเจ้าสำนักมานุษยวิทยา "แนวประวัติศาสตร์เฉพาะกรณี" (Historical Particularism)
ฟรานซ์ โบแอส (Franz Boas, 1858-1942) ได้รับการขนานนามว่า "บิดาของมานุษยวิทยาอเมริกัน" (Father of American Anthropology) ถือเป็นนักชาติพันธุ์วรรรณนา (Ethnographer) ผู้ทำงานบุกเบิกการศึกษาอินเดียนแดงกลุ่ม Kwakiutl รวมทั้งได้ทำวิจัยภาคสนามทางมานุษยวิทยา (Anthropological Fieldwork) อย่างลึกซึ้ง โดยเข้าไปอาศัยอยู่ร่วมกับชาวเอสกิโมระหว่างปี ค.ศ. 1883-1884 นอกจากนี้ยังศึกษาชนเผ่าอื่นๆ ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือในเขตบริติชโคลัมเบีย (British Columbia) ตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1880 กระทั่งถึงแก่กรรม โบแอสให้ความสนใจกับปัจจัยทางจิตวิทยาและประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อความเหมือนหรือความแตกต่างกันในแบบแผนวัฒนธรรมของสังคมเฉพาะแห่ง โบแอสจึงได้รับการยอมรับในฐานะเจ้าสำนักมานุษยวิทยา "แนวประวัติศาสตร์เฉพาะกรณี" (Historical Particularism)
โบแอสเห็นว่าส่วนต่างๆ ของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นหม้อใบหนึ่งหรือพิธีกรรมใดๆ จะต้องถูกเข้าใจโดยพิจารณาวัฒนธรรมทั้งหมด เพราะวัฒนธรรมเป็นระบบที่สัมพันธ์กัน และผู้คนในสังคมต่างๆ ไม่ได้ยอมรับส่วนใหม่ๆ ของวัฒนธรรม เมื่อวัฒนธรรมแพร่กระจายจากสังคมหนึ่งไปอีกสังคมหนึ่ง ความหมายและรูปแบบจะเปลี่ยนแปลงไป ในที่สุดมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของแบบแผนวัฒนธรรมที่มีอยู่ก่อนแล้ว
โบแอสเห็นว่าส่วนต่างๆ ของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นหม้อใบหนึ่งหรือพิธีกรรมใดๆ จะต้องถูกเข้าใจโดยพิจารณาวัฒนธรรมทั้งหมด เพราะวัฒนธรรมเป็นระบบที่สัมพันธ์กัน และผู้คนในสังคมต่างๆ ไม่ได้ยอมรับส่วนใหม่ๆ ของวัฒนธรรม เมื่อวัฒนธรรมแพร่กระจายจากสังคมหนึ่งไปอีกสังคมหนึ่ง ความหมายและรูปแบบจะเปลี่ยนแปลงไป ในที่สุดมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของแบบแผนวัฒนธรรมที่มีอยู่ก่อนแล้ว





